ข้าวหอมนิลและไรซ์เบอรี กับสภาพอากาศที่เหมาะสม

ข้าวหอมนิลและไรซ์เบอรี
ข้าวหอมนิลและไรซ์เบอรี

ข้าวหอมนิลและไรซ์เบอรี สถานที่ปลูกควรจะต้องมีสภาพอากาศเย็น

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นข้าวที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์จากศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว โดยความร่วมมือจากคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยพันธุ์ข้าวสายพันธุ์ใหม่ได้มาจาก “ข้าวหอมนิล” ที่เป็นต้นสายพันธุ์ของข้าวไรซ์เบอรี่ ผสมข้ามสายพันธุ์กับข้าวขาวดอกมะลิ 105 พันธุ์ข้าวนี้ได้จดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่แล้ว ห้ามนำไปขยายพันธุ์เชิงการค้าต่อ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากวช. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ข้าวสายพันธุ์ทั้งสองเป็นข้าวที่ต้องการเอาใจใส่เป็นพิเศษ โดยปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ และต้องมีสภาพอากาศเย็น ที่มีส่วนสำคัญเพื่อใช้สร้างเม็ดสีที่สมบูรณ์ให้เมล็ดข้าวมีสีมวงเข้ม ซึ่งเป็นลักษณะประจำพันธุ์ข้าวหอมนิล และข้าวไรซ์เบอร์รี่ โดยข้าวสายพันธุ์นี้จะมีความสูง 105-110 เซนติ เมตร อายุเก็บเกี่ยว 130 วัน ผลผลิต 300-500 กิโลกรัมต่อไร่ เปอร์เซ็นต์ข้าวกล้อง (brown rice) 76% ต้นข้าวหรือข้าวเต็มเมล็ด (head rice) 50% ความยาวของเมล็ดข้าวเปลือก 11 มิลลิเมตร ข้าวกล้อง 7.5 มิลลิเมตร (ซึ่งข้าวประเภทนี้ไม่เป็นที่นิยมขัดขาวเพราะสารอาหารที่สำคัญจะหายไป)

ความเชื่อที่ว่าข้าวไรซ์เบอรี่ไม่อร่อย แข็ง ทานยาก เคี้ยวยาก ยังคงมีอยู่อีกมากจากเสียงบ่นของคนรอบข้าง ถึงแม้ว่าจะมีคุณค่ามากมาย ความเชื่อเหล่านั้นยังคงทำให้ผู้ที่เคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีต่อข้าวไรซ์เบอรี่ ไม่หันกลับมาทานข้าวไรซ์เบอรี่อีก ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ข้าวแข็ง ไม่อร่อยคงมีหลายสาเหตุ ซึ่งยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าประเภทอากาศแบบไหน สารอาหารแบบไหนที่เหมาะสมที่จะปลูกข้าวสายพันธุ์นี้ให้หอมนุ่ม อร่อยเหมือนที่ทุกคนคาดหวัง

แต่ผู้เขียนมั่นใจว่าการปลูกแบบอินทรีย์แท้ ๆ ปลอดจากสารเคมีทั้งปวง และสภาพอากาศอย่างที่ศูนย์วิจัยข้าว และมหาวิทยาลัยเกษตรได้วิจัยออกมา น่าจะเป็นข้อพิสูจน์ในเบื้องต้นว่า “เกษตรอินทรีย์ และสภาพอากาศเย็น” จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ข้าวหอมนุ่ม อร่อยอย่างที่ต้องการหรือเปล่า ลองพิจารณากันดูนะครับ

ที่มา : คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *