แขวนสูท…โดดคลุกเกษตรอินทรีย์ รักกลิ่นนาไร่…เป็น “หมอลุยสวน”

แขวนสูท…โดดคลุกเกษตรอินทรีย์

“ถ้าเราเข้าใจ ไม่ว่าเรื่องอะไรเราก็ทำได้”
…เป็นแนวคิดสั้น ๆ แต่ให้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้
ที่ “นายสัตวแพทย์ อาคม ชีวะเกรียงไกร”
หรือ “หมอเม้ง” เจ้าของฉายา “คุณหมอลุยสวน” บอกไว้

ข่าวจากเดลินิวส์ อาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2559 เวลา 05.36 น.
http://www.dailynews.co.th/article/519847

แขวนสูท...โดดคลุกเกษตรอินทรีย์

แขวนสูท...โดดคลุกเกษตรอินทรีย์
แขวนสูท…โดดคลุกเกษตรอินทรีย์

“ถ้าเราเข้าใจ ไม่ว่าเรื่องอะไรเราก็ทำได้” …เป็นแนวคิดสั้น ๆ แต่ให้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ ที่ “นายสัตวแพทย์ อาคม ชีวะเกรียงไกร” หรือ “หมอเม้ง” เจ้าของฉายา “คุณหมอลุยสวน” บอกไว้ ทั้งนี้ คุณหมออาคมนั้น นอกจากจะเป็นสัตวแพทย์แล้ว ปัจจุบันยังเป็นผู้บริหารระดับสูงบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งนอกเหนือจากทั้งสองบทบาทนี้แล้ว เขาก็ยังมีอีกหนึ่งบทบาทที่รักและทุ่มทั้งใจให้ไม่แพ้กัน คือบทบาทในฐานะ “เกษตรกร” ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” มีแง่มุมชีวิตคุณหมอรายนี้มานำเสนอ…

หมอเม้งนั้น ปัจจุบันอายุ 45 ปี โดยจบปริญญาตรีจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และปริญญาโทการตลาด MIM ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้านหน้าที่การงาน ขณะนี้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท โซเอทิส จำกัด โดยรับผิดชอบธุรกิจในกลุ่มประเทศอาเซียน 8 ประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้เขาก็ผ่านตำแหน่งต่าง ๆ มามากมาย เช่น ผู้จัดการใหญ่ของโซเอทิส (ประเทศ ไทย), กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจเวชภัณฑ์สัตว์ และผู้อำนวยการการตลาดภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของไฟเซอร์ (ประเทศไทย) ขณะที่บทบาท   ใหม่ในฐานะ “เกษตรกร” นั้น เขาบอกว่า แม้จะเป็นงานที่หนักและหินที่สุด แต่ก็เป็นงานที่รักและตั้งใจที่สุดอีกงานหนึ่งเช่นกัน โดยเขามีไร่ที่ทำเกษตรอินทรีย์ชื่อ “ไร่สันต้นปุย” อยู่ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย

สาเหตุที่สนใจในวิถีเกษตรอินทรีย์ หมอเม้งเล่าว่า เริ่มจากเป็นคนรักและชอบการทำการเกษตรแบบประณีต โดยทุกครั้งที่มีวันว่างก็จะต้องท่องเที่ยวไปตามพื้นที่ชนบทต่าง ๆ ซึ่งความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ค่อย ๆ สะสมมาเรื่อย ๆ รวมถึงจากการเรียนรู้จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ อย่างเช่นหนังสือหลายเล่มที่เขียนโดย โจน จันได ซึ่งหมอเม้งบอกว่าเป็นบุคคลที่เป็นต้นแบบให้กับเขา นอกจากนั้น ส่วนตัวแล้วเขายังเป็นคนที่รักษาสุขภาพ และได้รู้ว่าต้นทางของการมีสุขภาพที่ดีก็คือการกินอาหาร ที่มีคุณภาพและปลอดภัย ซึ่งจากการเดินทางสู่ภาคเหนือบ่อย ๆ ทำให้มีโอกาสพูดคุยพบปะกับชาวบ้าน จนเกิดความรู้สึกว่าอยากทำเรื่องนี้ โดยเฉพาะการปลูกข้าวพันธุ์พื้นบ้านแบบเกษตรอินทรีย์

news_XlXbpyiLbx154627_533

“ผมเริ่มต้นเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็ตอนที่รู้ว่าข้าวหอมนิลที่ปลูกในภาคเหนือของเรานี่แหละเป็นพื้นฐานของการรักษาสุขภาพที่ดีได้ ซึ่งของดีมีอยู่ในบ้านเราเลยนะ แต่ทำไมคนไทยหลายคนถึงต้องเสาะแสวงหาธัญพืชใหม่ ๆ จากทั่วโลกนำมากินกัน ทั้งที่ข้าวกล้องพื้นบ้านของไทยเรานี่แหละ คือแหล่งอาหารที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์เลย” …หมอเม้ง กล่าว พร้อมระบุอีกว่า ล่าสุดการวิจัยของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศก็ยังยอมรับเลยว่า ข้าวหอมนิล (Black Rice) นั้นเป็นหนึ่งในอาหารชั้นยอด ที่เรียกว่า ซูเปอร์ฟู้ด ที่มีสารอาหารครบถ้วนทางโภชนาการ และยังช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระจากสารแอนโทไซยานินอีก ด้วย นอกจากนั้นยังมีวิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ทั้งบำรุง ป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ ของคนเรา แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่คนไทยปัจจุบันนิยมบริโภคข้าวขัดขาวซึ่งเป็นข้าวที่ถูกเอาคุณค่าออกไปเกือบทั้งหมด จนไม่ค่อยเหลืออะไร

“ผมมีโอกาสได้คุยกับเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในวิถีเกษตรอินทรีย์ อย่างคุณโจน จันได หรือปราชญ์ชาวบ้านอย่างอาจารย์ชาตรี ต่วนศรีแก้ว ซึ่งการที่ได้รับฟังแนวคิดจากคนต้นแบบเหล่านี้ ทำให้ผมเกิดความเชื่อว่าการทำนาแบบอินทรีย์ สามารถทำแล้วอยู่ได้ ตรงนี้มันเป็นแรงผลักดันให้เราลงมือทำอย่างจริงจัง ตอนนั้นมีโอกาสได้เป็นเจ้าของที่ดินจำนวน 20 ไร่ บริเวณไร่สันต้นปุย รวมกับที่ดินจำนวน 15 ไร่ ของพี่อีกท่านหนึ่ง ซึ่งมีแนวความคิดแบบเดียวกัน เราก็เลยมาช่วยกันทำนาที่ไร่แห่งนี้” …หมอเม้งเท้าความที่มาที่ไปของ “ไร่สันต้นปุย” ซึ่งที่นี่เป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการทำเกษตรกรรม ด้วยตั้งล้อมรอบขุนน้ำโป่ง ซึ่งเป็นต้นน้ำสำคัญของการทำการเกษตรในพื้นที่ อ.แม่สาย

ทว่า ความรู้มากมายที่เป็นทฤษฎี เมื่อนำมาใช้จริงก็พบว่าไม่สามารถใช้ได้ทั้งหมด เพราะการทำเกษตรอินทรีย์ คนทำต้องเข้าใจสภาพแวดล้อมด้วย เรียกว่าคนที่ทำต้องเขียนตำราเองขึ้นมาใหม่ และต้องลงมือทำด้วยตัวเองจึงจะเข้าใจอย่างถ่องแท้

news_MbJAIUXzGO154628_533

“สิ่งสำคัญ คือ ดินกับน้ำ ซึ่งเราต้องเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้ อะไรบ้างที่อยู่กับเราในพื้นดินนี้ ทั้งที่เรามองเห็นและมองไม่เห็น อย่างจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดินของเราตอนที่เราเริ่มต้น มันเสื่อมโทรมจากเกษตรกรรมแบบพึ่งสารเคมี จากการเผา จนไม่ค่อยเหลือแร่ธาตุอะไรที่จะมาบำรุงพืช ตอนนั้นผมยังไม่มีความรู้เรื่องดินที่ดีพอ
บอกไม่อายเลยนะ ครั้งแรกปลูกพืชบำรุงดินอย่างปอเทืองยังไม่ขึ้นเลย (หัวเราะ) นี่ก็เพราะเราไม่เข้าใจ”

ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปี ที่เขามุ่งมั่นที่จะหาหนทางทุกวิธีในการพลิกฟื้นผืนดินที่เสื่อมโทรมให้กลับมาเป็นผืนดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น เขายอมรับว่า ไม่ง่าย และเหนื่อยสายตัวแทบขาด รวมถึงต้องแลกมาด้วยความล้มเหลวแบบนับไม่ถ้วน!!!

หมอเม้งเล่าว่า ตอนปลูกข้าวครั้งแรก จำได้ว่าพอตื่นมาต้นข้าวในนาหายไป 30% แค่ชั่วข้ามคืน ต้นข้าวถูกหอยเชอรี่กินเรียบ (หัวเราะ) บทเรียนครั้งนั้นทำให้เรียนรู้ว่าเกษตรกรรมไม่เหมือนงานอย่างอื่น ที่ใส่วัตถุดิบเข้าไปแล้วจะเป็นไปตามขั้นตอน 1-2-3 อีกทั้งการทำเกษตรยังมีอุปสรรคจากดิน ฟ้า อากาศ ที่เปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน ชนิดที่เรียกว่ามีปัญหาให้แก้ทุกวัน แต่เขาก็ใจแข็งที่จะไม่เดินทางลัดอย่างการใช้สารเคมี

“ความล้มเหลว ทำให้รู้ว่า เรายังเตรียมตัวไม่ดีพอ มันทำให้ผมเรียนรู้ว่า เรายังมีความเข้าใจกับมันน้อยเกินไป สุดท้ายก็ได้เรียนรู้ว่า สิ่งมีชีวิตต้องควบคุมโดยสิ่งมีชีวิตด้วยกันเอง อย่างหอยเชอรี่ ผมก็แก้ปัญหาโดยการเลี้ยงเป็ดเพื่อใช้จัดการกับหอยและแมลงศัตรูพืชอื่น ๆ โดยตอนนี้ก็เลี้ยงไว้ 30-40 ตัว ซึ่งนอก จากจะใช้กำจัดศัตรูพืชแล้วยังได้ของแถมเป็นไข่เป็ด สำหรับบริโภค และยังสร้างรายได้ได้อีก” …เขากล่าว

คุณหมอลุยสวน

และยังระบุอีกว่า หลังการเก็บเกี่ยว ที่ไร่นี้ก็จะไม่เผาตอฟาง เพราะยิ่งเผาแร่ธาตุหน้าดินก็ยิ่งเสีย ซึ่งผลจากทำงานในการฟื้นชีพผืนดินให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวหอมนิลที่เขาปลูก มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จาก 300 กิโลกรัม ในปัจจุบันก็สามารถเพิ่มเป็น 700 กิโลกรัมต่อไร่ได้แล้ว ทั้งนี้ หมอเม้งบอกว่า แม้การเกษตรแบบอินทรีย์จะได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่อีกมุมหนึ่งก็ช่วยลดโอกาสขาดทุนให้กับเกษตรกร เพราะเป็นการทำนา ทำเกษตร ที่ไม่ต้องลงทุนสูง

“สิ่งที่ผมเห็นได้ชัด ที่แตกต่างจากเกษตรเคมี คือ เกษตรเคมี ยิ่งทำยิ่งใช้สารเคมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งในมุมของนักบริหารแบบผมแล้ว หมายถึงเป็นธุรกิจที่มีต้นทุนที่สูงขึ้นตลอดเวลา แต่เกษตรอินทรีย์ ยิ่งทำยิ่งใช้ปุ๋ยอินทรีย์ลดลง เพราะว่าดินมันอุดมสมบูรณ์มากขึ้นแล้ว ทำให้ต้นทุนการปลูกลดลงตามไปด้วย”

แผนชีวิตในอนาคตกับการทำการเกษตรนั้น หมอเม้งบอกว่า หวังจะพัฒนาไร่ใน 2 ทิศทาง คือ ประการแรก ให้เป็นสถานที่ผลิตอาหารที่เป็นประโยชน์ในแนวทางที่ปลอดภัย และเป็น แหล่งเรียนรู้ให้แก่ชุมชน อีกประการคือ อยากให้ที่นี่เป็นสถานที่พักผ่อนเพื่อมอบประสบการณ์ทั้งกายและใจให้กับผู้มาเยือน และเพื่อให้ได้เรียนรู้ความหมายของการ อยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ รวมถึงอยากให้ทุกคนเคารพทุกชีวิตและธรรมชาติที่เป็นหนึ่งเดียวกันของโลกใบนี้ …ก็เป็นแนวคิดดี ๆ ของ “คุณหมอลุยสวน” คนนี้.

…………………………….
เชาวลี ชุมขำ : รายงาน… อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/article/519847

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *